Sunday , 23 July 2017
Home » สุขภาพ

สุขภาพ

ทำอย่างไรเมื่อลูกมีอาการโคลิค

ทำอย่างไรเมื่อลูกมีอาการโคลิค

คุณแม่อาจจะเคยพบปัญหาหรือกำลังเผชิญปัญหาที่ลูกน้อยร้องงอแงเป็นเวลาเดิมๆทุกวัน ซึ่งหากลูกมีอาการหน้าแดง กำมือแน่น และชูขาขึ้นสูงมาจนถึงหน้าอก อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการที่เรียกกันว่าโคลิค ซึ่งเป็นอาการที่แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวแต่เมื่อลูกน้อยร้องขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณแม่ก็แทบจะเอามือกุมขมับเพราะไม่รู้ว่าจะมีอันตรายใดๆกับลูกหรือไม่ เพราะในบางรายเด็กอาจร้องจนถึงขั้นอาเจียนออกมาทำให้คุณแม่เกิดความกังวลอยู่ไม่น้อย

สาเหตุของอาการโคลิค2

อาการโคลิคเป็นอย่างไร

คุณแม่หลายคนอาจรับรู้ว่าลูกน้อยมักร้องงอแงเป็นปกติ แต่อาการอย่างไรที่บ่งบอกว่าลูกน้อยกำลังมีอาการโคลิค ของใช้เด็กซึ่งอาการสังเกตของเด็กที่มีอาการโคลิคก็คือมีอาการร้องกวนเป็นเวลาเดิมๆทุกวัน ส่วนใหญ่มักมีอาการภายหลังกินนม โดยมีอาการแสดงคือร้องเสียงดัง กำมือแน่น ชูขาขึ้นมาจนเกือบถึงหน้าอกพร้อมกับกำมือแน่น ซึ่งอาการเช่นนี้มักเกิดขึ้นมากกว่า 3 ชั่วโมงและในสัปดาห์หนึ่งๆจะมีอาการตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป

อาการร้องแบบโคลิคสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน แม้ว่าจะมีร่างกายแข็งแรงมบูรณ์ดีก็สามารถมีอาการเช่นนี้ได้

สาเหตุของโคลิค

ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของโคลิคที่แน่ชัด แต่ก็มีการสันนิษฐานว่าเด็กมีอาการท้องอืด เพราะในท้องเต็มไปด้วยลมทำให้ลำไส้ต้องมีการบีบตัวเป็นพักๆจึงทำให้เด็กรู้สึกปวดท้องและมีอาการร้องงอแงได้

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นโคลิค

แม้ว่าอาการโคลิคจะสามารถหายได้เอง แต่การที่ต้องฟังเสียงลูกร้องเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงติดต่อกันเกือบทุกวันคงทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายใจนัก แถมบางครั้งลูกก็ร้องหนักจนถึงขั้นอาเจียน ดังนั้นเมื่อลูกมีอาการโคลิค คุณแม่จึงสามารถดูแลลูกด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ลองเปลี่ยนสูตรนมของลูก เพราะบางครั้งนมที่ลูกดื่มอยู่อาจย่อยยากและเป้นสาเหตุที่ทำให้เกิดลมในทางเดินอาหารมาก ซึ่งคุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนสูตรนมที่ย่อยง่ายเป็นพิเศษและทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ปลอบโยนลูกอย่างนุ่มนวล พร้อมทั้งจัดบรรยากาศห้องที่มีความสงบและแสงที่นุ่มนวล อาจเปิดเพลงเบาๆคลอไปด้วยก็ได้ ไม่ควรทำเสียงดังเพื่อให้ลูกเงียบเพราะอาจทำให้ลูกเครียดและร้องดังมากยิ่งขึ้น
  • ห่อตัวลูกให้อบอุ่นและอาจนวดท้องอย่างนุ่มนวลให้กับลูกเพื่อช่วยบรรเทาอาการไม่สบาย
  • หากลูกมีอาการร้องจนอาเจียน อาจใช้จุกนมหลอกเพื่อป้องกันการสำลักก็ได้

คุณแม่ที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับอาการโคลิคของลูก ของใช้เด็กอาจปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญหากรู้สึกว่าลูกร้องมากกว่าปกติ เพื่อที่จะได้หาสาเหตุที่แท้จริงของอาการนี้ต่อไป

ต้ม ผัด แกง ทอด ใช้ “น้ำมัน” แบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?

ต้ม ผัด แกง ทอด ใช้ “น้ำมัน” แบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?

ใครที่กำลังดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างขะมักเขม้น อาจกำลังตุนน้ำมันมะกอกเอาไว้ที่บ้านเป็นลังๆ แล้วโละเอาน้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันพืชออกจากห้องครัวไป แต่จริงๆ แล้ว Sanook! Health ขอบอกเลยว่าคุณกำลังทำผิดอย่างมหันต์! เพราะใช่ว่าน้ำมันมะกอกจะใช้ประกอบอาหารได้ดีทุกประเภท และน้ำมันหมูจะไม่ดีต่อสุขภาพเสมอไป

น้ำมันแบบไหน ใช้ประกอบอาหารวิธีใดถึงจะดีต่อสุขภาพ มาดูกันค่ะ

1. ทอด

จะทอดหมู ไก่ เนื้อ ปลา หรือแม้กระทั่งผักชุบแป้งทอด กรรมวิธีในการทอดจำเป็นต้องใช้น้ำมันในปริมาณมาก ในความร้อยเดือดระอุ และมักใช้เวลานานกว่าอาหารที่เราทอดจะสุกแบบกรอบนอกนุ่มใน ดังนั้นน้ำมันที่เราใช้ควรเป็นน้ำมันที่เหมาะกับการกักเก็บความร้อนได้ยาว นาน ทนต่อความร้อนได้ดี

น้ำมันที่แนะนำ : น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มผสมคาโนล่า น้ำมันรำข้าว และน้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าไลท์ (extra light)

 

2. ผัด

การผัด คือการทำอาหารลงไปในกระทะ แล้วทำให้สุกด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทั้งข้าวผัด ผัดกระเพราะ ผัดผักต่างๆ ดังนั้นอาหารที่ใช้ในการผัดมักเป็นอาหารที่สุกไว ชิ้นเล็ก ใช้ความร้อน ปริมาณน้ำมัน และเวลาในการทำไม่นานมาก น้ำมันที่ใช้จึงสามารถเลือกเป็นน้ำมันที่ไม่จำเป็นต้องทนต่อความร้อนสูงมาก เท่าตอนทอด

น้ำมันที่แนะนำ : น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก

 

3. สลัด และน้ำจิ้ม

หากคุณเป็นสายสุขภาพตัวจริง อาจเลี่ยงการทานอาหารระเภท ผัด ทอด เพราะอยากหลีกเลี่ยงไขมันที่ไม่ดีให้มากที่สุด แล้วหันมาทานสลัด หรืออาหารต้มๆ ลวกๆ เคียงข้างด้วยน้ำจิ้ม ซึ่งอาหารประเภทนี้อาจมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ด้วย เพื่อคุณค่าทางสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นตัวทำละลายส่วนผสม และเพิ่มรสชาติที่ดีให้กับอาหาร

น้ำมันที่แนะนำ : น้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น (extra virgin) และน้ำมันงา

ทั้งนี้ ในการเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร ถึงแม้ว่าเราจะย้ำว่าไขมันยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่ก็อย่าทานมากจนเกินไปค่ะ ปริมาณที่แนะนำคือ ไม่เกิน 65 กรัม หรือ 13-16 ช้อนชาต่อวันนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารประเภททอดที่ใช้น้ำมันท่วมกระทะ นานๆ ทานได้ แต่อย่าทานบ่อยนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เครือข่ายคนไทยไร้พุง, เมื่อวานป้าทานอะไร
ภาพประกอบจาก istockphoto

โรคซึมเศร้าแพนิค โรคยอดฮิตในตอนนี้

ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนกำลังตื่นกับข่าวการกินยานอนหลับหวังให้ฆ่าตัวตายของ แตงโม ภัทริดา ดารานักแสดงชื่อดังที่เพิ่งเลิกรากับสามีหนุ่มอย่าง โตโน่ ภาคิน ซึ่งมีหลายคนบอกมาด้วยว่าแตงโมนั้นเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนสงสัยว่าแตงโมนั้นเป็นโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ อาการแบบนี้ใครไม่เป็นไม่มีทางรู้แน่นอน และในยุคนี้นั้นอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้านั้นรุนแรงมาก หรือที่เรียกกันว่า โรคซึมเศร้าแพนิคนั่นเองในกรณีนี้ทำให้หนึ่งสงสัยว่าภาวะซึมเศร้านี้จัดว่าเป็นอีกหนึ่งโรคภูมิแพ้ด้วยหรือไม่ คือเป็นโรคภูมิแพ้ทางด้านจิตใจนั่นเองคือทำไมนักแสดงนางนี้ถึงเกิดเป็นโรคเหล่านี้ได้ มันเป็นอันตรายพอสมควรและวิธีการปฏิบัติของคนที่เป็นโรคนี้นั้นมันเป็นอย่างไร

โรคซึมเศร้าแพนิค

เชื่อได้เลยว่าโรคซึมเศร้าแพนิคเป็นโรคที่หลายคนกำลังสงสัยเกี่ยวกับภาวะของมันอยู่ โดยมีการอธิบายว่าโรคซึมเศร้า (Panic) เป็นชนิดของโรคที่คนมีความวิตกกังวล ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้ด้วย ดังนั้นมันรู้สึกเหมือนว่าหัวใจของคุณหยุดเต้นกะทันหันด้วย หรือตายไปแบบโดยธรรมชาติแบบที่หลายคนไม่รู้ตัว ความรุนแรงของโรคนี้อัตราการเต้นหัวใจอาจจะเร็วมากกว่าเดิม หรือการทำงานที่ผิดปกติ มันไม่ได้มีผลต่ออวัยวะของผู้ป่วย แต่มีอาการที่ชัดเจนที่มีจำนวนมากของคนที่เป็นอยู่ เป็นผลให้ผู้ป่วยที่ขาดความมั่นใจในตนเอง เพราะกลัวอะไรหลายอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น พวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกด้วย

เพื่อให้ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถอยู่ใช้ชีวิตต่อไปได้ คือหลายคนจะต้องให้ความเข้าใจและคอยเป็นกำลังใจและพยายามอย่าปล่อยให้พวกเขารู้สึกว้าเหว่และอยู่คนเดียว ไม่เช่นนั้น พวกเขาอาจจะทำอะไรที่เกินกว่าที่เราคาดได้อย่างเช่นตัวของแตงโมที่คิดสั้นนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด

Read More »

จริงหรือเปล่า…ยาบางชนิดที่มีผลต่อยาคุมกำเนิดชนิดทาน

ในปัจจุบันมียามากหมายหลากหลายชนิด ซึ่งบางครั้งการที่เราทานยาเข้าไปพร้อมๆกันหลายคนอาจจะมองว่าไม่เป็นอะไร และไม่น่าจะส่งร้ายแรงอะไรมากนัก แต่ที่จริงแล้วการทานยาเข้าไปพร้อมกันหลายๆตัวนั้นอาจส่งผลทำให้ยาตีกัน หากเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดก็เช่นกัน หากทานเข้าไปพร้อมกับยาบางอย่าง อาจจะส่งผลทำให้ฤทธิ์ยานั้นมีมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงได้เช่นกัน อย่างเช่นในกรณีที่เราจะได้นำมาเสนอในวันนี้

ยาคุมกำเนิดชนิดต่างๆ

นิดา เธอเป็นคนที่ไม่เคยทานยาคุมกำเนิดมาก่อนเลย และนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เธอซ้อมาทาน แต่ก่อนหน้านั้นตอนเช้านิดาเองได้ทานวิตามินซีกับกลูต้า จากนั้นก่อนนอนเธอก็ทานยาแก้แพ้ Cetirizine พร้อมกับยาคุมค่ะ และเมื่อตอนสี่ทุ่มทานทานยาเพิ่มไปอีก 3 เม็ด ก็มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องบอกก่อนเลยว่า การปกติหลังจากที่ทานยาคุมกำเนิดไป ยาจะอยู่ภายในร่างกายเป็นระยะเวลาประมาณ 7 วัน ซึ่งภายใน 7 วันนี้จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ผลดีมากกว่าร้อยละ 90 ดังนั้นหากทานไปครึ่งแผงและเมื่อระดับยาคุมพอเพียงก็สามารถที่จะคุมกำเนิดได้ แต่หากในกรณีที่ทานพร้อมยาอื่น อาจจะทำให้ระดับยาคุมไม่พอเพียงและเกิดการตั้งครรภ์ได้ซึ่งการที่นอดาทานวิตามินซีพร้อมยาคุมกำเนิด วิตามินซีที่ทานเข้าไปจะช่วยทำให้การดูดซึมยาคุมกำเนิดเพิ่มมากขึ้น  จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นคือคลื่นไส้อาเจียน อย่างอรานิดาแสดงอาการออกมานั้นเอง ทั้งนี้หากมีการอาเจียนเอายาคุมออกมา อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด   ส่วนของกลูต้า เป็นยาที่โฆษณาว่ากันว่าสามารถทำให้ผิวขาวได้นั้น จาการวิจัยพบว่าการทานพร้อมกับยาคุม จะทำให้ระดับกลูต้าเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นและทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง และสุดท้ายก็คือ ยารักษาภูมิแพ้ ซึ่งเชื่อกันว่ายานี้จะส่งผลทำให้การดูดซึมยาคุมกำเนิดลง ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงตามไปด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรทานยาสามชนิดนี้พร้อมยาคุมกำเนิด แม้รับประทานไม่พร้อมกัน เพราะอาจจะทำให้ลดประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงได้นอกจากนี้แล้วกลุ่มยาที่มีผลต่อยาคุมกำเนิด ที่ทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลงมีดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มยาที่กระตุ้นการสร้างเอ็นไซมน์ที่ตับ ทำลายยาคุมกำเนิด อย่างเช่น ยากันชัก ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสยาลดไขมัน ฯลฯ
  2. กลุ่มยาที่ลดการดูดซึมยาคุม จากกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้แพ้ เป็นต้น