Wednesday , 22 April 2015

การถมดิน เพื่อปลูกพืชไร่ รู้ไว้เป็นประโยชน์

ในการปรับปรุงหน้าดิน ถมดินหรือองค์ประกอบในดินให้มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกนั้น เราจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามพืชแต่ละชนิด และวิธีที่เราใช้กันบ่อยๆนั่นก็คือ

ผลงานรับถมที่ (1)

  1. ขุดคูหรือร่องน้ำไว้รอบๆบริเวณที่ต้องการปลูกพืช เมื่อฝนตกน้ำก็จะไปขังอยู่มนคูหรือร่องน้ำแทน ทำให้น้ำไม้ท่วมพืชที่เราเพาะปลูกอยู่ นอกจากนี้เรายังสามารถสูบน้ำในส่วนนี้ออกไปได้หรือจะเก็บไว้ใช้ประโยชน์ก็ได้เช่นกัน
  2. รับถมดินให้สูงขึ้นกว่าระดับที่น้ำท่วมถึง ซึ่งการถมที่แบบนี้มักจะต้องถมให้กว้างบริเวณที่จะปลูกพืชเล็กน้อย เพราะดินจะต้องรับน้ำไว้ด้วยในระหว่างที่ปลูกพืช หากดินมีน้อยเกินไปก็อาจจะเกิดปัญหาดินทรุดตัวได้ด้วย

อย่างไรก็ตามดินที่เรามักจะนำมาถมที่ดินนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 5 ประเภทดังนี้คือ

  1. ดินชั้นบนหรือหน้าดิน เป็นดินที่ลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 6-8 นิ้ว มีสีดำเข้ม มีอินทรียวัตถุสูงและมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอยู่มาก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม แต่ข้อเสียของดินประเภทนี้คือ มักจะเป็นกรด และสามารถแก้ไขได้โดยการใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ลลงในดินนั่นเอง
  2. ดินชั้นล่าง จะมีสีจางกว่าดินชั้นบน ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอยู่น้อยกว่าดินชั้นบน และมักเป็นดินที่มีกรดจัด ไม่เหมาะแก่การปลูกพืช นอกจากนี้มีอลูมิเนียมซึ่งเป็นพิษกับพืชด้วย หากต้องการนำมาใช้ในการเพาะปลูกจะต้องทำการปรับสภาพดินก่อน
  3. ดินเลนตามท่องร่องสวน เป็นดินที่ดีที่สุดสำหรับการเพาะปลูกพืช เพราะมักจะมีเศษพืชและสัตว์เน่าเปื่อยอยู่จึงมีแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก เมื่อนำมาใช้ก็สามารถปลูกพืชได้เลยโดยไม่ต้องปรับสภาพก่อน
  4. ดินที่เหลือจากสิ่งก่อสร้าง ปกติแล้วดินประเภทนี้จะพื้นที่แน่นไม่ยุบตัวเท่าไหร่ แต่จะปลูกพืชไม่ค่อยขึ้น คนจึงนิยมใช้ดินประเภทนี้เพื่อถมที่ในชั้นล่างแล้วถมทับด้วยดินชั้นบนอีกทีประมาณ 50 เซนติเมตร
  5. ทรายละเอียด เป็นดินที่ไม่เหมาะสำหรับการเกษตรเลย มีแร่ธาตุของพืชต่ำมากจนแทบไม่มีและยังไม่กักเก็บน้ำไว้ในดินอีกด้วย

Read More »

จริงหรือเปล่า…ยาบางชนิดที่มีผลต่อยาคุมกำเนิดชนิดทาน

ในปัจจุบันมียามากหมายหลากหลายชนิด ซึ่งบางครั้งการที่เราทานยาเข้าไปพร้อมๆกันหลายคนอาจจะมองว่าไม่เป็นอะไร และไม่น่าจะส่งร้ายแรงอะไรมากนัก แต่ที่จริงแล้วการทานยาเข้าไปพร้อมกันหลายๆตัวนั้นอาจส่งผลทำให้ยาตีกัน หากเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดก็เช่นกัน หากทานเข้าไปพร้อมกับยาบางอย่าง อาจจะส่งผลทำให้ฤทธิ์ยานั้นมีมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงได้เช่นกัน อย่างเช่นในกรณีที่เราจะได้นำมาเสนอในวันนี้

ยาคุมกำเนิดชนิดต่างๆ

นิดา เธอเป็นคนที่ไม่เคยทานยาคุมกำเนิดมาก่อนเลย และนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เธอซ้อมาทาน แต่ก่อนหน้านั้นตอนเช้านิดาเองได้ทานวิตามินซีกับกลูต้า จากนั้นก่อนนอนเธอก็ทานยาแก้แพ้ Cetirizine พร้อมกับยาคุมค่ะ และเมื่อตอนสี่ทุ่มทานทานยาเพิ่มไปอีก 3 เม็ด ก็มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องบอกก่อนเลยว่า การปกติหลังจากที่ทานยาคุมกำเนิดไป ยาจะอยู่ภายในร่างกายเป็นระยะเวลาประมาณ 7 วัน ซึ่งภายใน 7 วันนี้จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ผลดีมากกว่าร้อยละ 90 ดังนั้นหากทานไปครึ่งแผงและเมื่อระดับยาคุมพอเพียงก็สามารถที่จะคุมกำเนิดได้ แต่หากในกรณีที่ทานพร้อมยาอื่น อาจจะทำให้ระดับยาคุมไม่พอเพียงและเกิดการตั้งครรภ์ได้ซึ่งการที่นอดาทานวิตามินซีพร้อมยาคุมกำเนิด วิตามินซีที่ทานเข้าไปจะช่วยทำให้การดูดซึมยาคุมกำเนิดเพิ่มมากขึ้น  จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นคือคลื่นไส้อาเจียน อย่างอรานิดาแสดงอาการออกมานั้นเอง ทั้งนี้หากมีการอาเจียนเอายาคุมออกมา อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด   ส่วนของกลูต้า เป็นยาที่โฆษณาว่ากันว่าสามารถทำให้ผิวขาวได้นั้น จาการวิจัยพบว่าการทานพร้อมกับยาคุม จะทำให้ระดับกลูต้าเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นและทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง และสุดท้ายก็คือ ยารักษาภูมิแพ้ ซึ่งเชื่อกันว่ายานี้จะส่งผลทำให้การดูดซึมยาคุมกำเนิดลง ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงตามไปด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรทานยาสามชนิดนี้พร้อมยาคุมกำเนิด แม้รับประทานไม่พร้อมกัน เพราะอาจจะทำให้ลดประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงได้นอกจากนี้แล้วกลุ่มยาที่มีผลต่อยาคุมกำเนิด ที่ทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลงมีดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มยาที่กระตุ้นการสร้างเอ็นไซมน์ที่ตับ ทำลายยาคุมกำเนิด อย่างเช่น ยากันชัก ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสยาลดไขมัน ฯลฯ
  2. กลุ่มยาที่ลดการดูดซึมยาคุม จากกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้แพ้ เป็นต้น